 |
|
 |
เกร็ดความรู้น้ำมันเครื่อง
การผลิตน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานจากปิโตรเลียม
- น้ำมันดิบที่ผ่านการคัดเลือก จะถูกส่งเข้าสู่หอกลั่นบรรยากาศ
เพื่อแยกเอาส่วนเบาที่เป็นเชื้อเพลิง (ก๊าซหุงต้ม น้ำมัน
เบนซิน น้ำมันก๊าด และน้ำมันดีเซล) ออกก่อนแล้วจึงถูกส่งมากลั่น
ต่อในหอกลั่นสูญญากาศ ส่วนของน้ำมันหล่อลื่นจะถูกกลั่นแยกออกมาด้านข้างหอมีทั้งความหนืดต่ำ
ความหนืดปานกลาง และความหนืดสูง ซึ่งจะต้องผ่านการปรับปรุงคุณภาพอีก
3 ขั้นตอนคือ
- การสกัดด้วยตัวทำละลาย (Solvent Extraction)
โดยกำจัดสารที่ไม่อิ่มตัวจำพวกอะโรเมติก กำมะถันสารประกอบไนโตรเจน
ด้วยตัวทำละลายเพื่อปรับปรุงให้มีดัชนีความหนืดสูงขึ้น
สีคงตัวดี และรวมตัวกับออกซิเจนได้ยาก
- การเติมไฮโดรเจน (Hydrofining) เพื่อทำละลายหรือแปรรูปสารประกอบกำมะถัน
ไนโตรเจน กรด และไฮโดรคาร์บอนที่ไม่อิ่มตัวทำให้น้ำมันพื้นฐานมีความต้านทานการรวมตัวกับออกซิเจนสูง
ไม่สลายตัวง่าย ไม่เกิดยางเหนียวมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น
- การแยกไข (Dewaxing) เพื่อให้มีจุดไหลเทต่ำลงสามารถใช้งานที่สภาพอุณหภูมิต่ำๆ
ได้ดี
- จะได้น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานที่บริสุทธิ์ คุณภาพสูงมีชื่อ
เรียกว่า Solvent Neutral (SN) มีความหนืดเป็นเบอร์ต่างๆ
เช่น SN150, SN 500 และ SN 600 ซึ่งเหมาะสำหรับทำน้ำมันหล่อลื่นประเภทต่างๆ
- ส่วนหนักและข้นของน้ำมันที่ก้นหอกลั่นสูญญากาศจะถูกนำไปแยกเอายางมะตอยออก
(Deasphalting) แล้วผ่านการปรับปรุงคุณภาพอีก 3 ขั้นตอน
ที่กล่าวมาแล้วก็จะได้น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานบริสุทธิ์ที่ข้นมาก
มีชื่อเรียกว่า Bright Stock (BS) เช่น BS 150 ซึ่งเหมาะสำหรับทำน้ำมันเกียร์
ส่วนประกอบผลิตภัณฑ์หล่อลื่น
(Lubricants)
- ผลิตภัณฑ์หล่อลื่น คือ สารหล่อลื่นที่เข้าไปแทรกเป็นฟิล์มหรือเยื่ออยู่ระหว่างผิวโลหะที่เสียดสีกัน
เพื่อลดความฝืดและลดการสึกหรอให้มากที่สุด
- สารหล่อลื่นที่เป็นของเหลว เรียกว่า น้ำมันหล่อลื่น
(Lubrication Oils or Lube Oils) เช่น น้ำมันเครื่อง
น้ำมันเกียร์ น้ำมันไฮดรอลิค เป็นต้น
- สารหล่อลื่นที่มีลักษณะกึ่งเหลว กึ่งแข็ง เรียกว่าจาระบี
(Grease) ใช้หล่อลื่นในจุดที่ไม่สามารถกักเก็บน้ำมันไว้ได้
เช่น ตลับ ลูกปืน ล้อ ลูกหมาก บุชเพลาหรือหูแหนบ แบริ่งลูกปืนบางชนิด
เป็นต้น
น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานมี 3 ประเภทคือ
- น้ำมันพื้นฐานจากปิโตรเลียม (Petroleum Base
Oils) ใช้กันมากที่สุดเพราะหาง่าย นอกจากคุณภาพดีแล้วราคายังถูกด้วย
- น้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์ (Synthetic Base Oils)
เป็นน้ำมันที่สังเคราะห์ขึ้นโดยกระบวนการทางเคมี น้ำมันสังเคราะห์
ที่ใช้กันอยู่มีหลายชนิดแต่ราคาค่อนข้างสูง มักจะใช้กับงานที่ต้องการคุณสมบัติพิเศษ
เช่น งานในอุณหภูมิสูงมากๆ หรืออุณหภูมิต่ำมากๆ เช่นในประเทศเมืองหนาว
เพราะน้ำมันสังเคราะห์จะมีดัชนีความหนืดสูงมาก จะมีความคงตัวในอุณหภูมิสูงๆ
ได้ดี ไม่เสื่อมสลายง่าย และมีการระเหยต่ำมาก เป็นต้น
ปัจจุบันเริ่มมีความนิยมในการใช้น้ำมันเครื่องที่ผลิตจากน้ำมันพื้นฐานสังเคราะห์มากขึ้นแต่ก็มีราคาสูงกว่าน้ำมันเครื่องที่ผลิตจากน้ำมันพื้นฐานปิโตรเลียมอยู่มาก
- น้ำมันพืช/สัตว์ในสมัยก่อนมีการใช้งานหลายอย่างและเนื่องจากมีความคงตัวต่ำเสื่อมสลายง่ายขณะใช้งานจึงต้องผ่านการปรับปรุงคุณภาพ
ทำให้มีราคาสูงมากขึ้นจึงไม่เป็นที่นิยม น้ำมันที่คุ้นเคย
ได้แก่ น้ำมันละหุ่ง น้ำมันปาล์ม น้ำมันหมู น้ำมันปลา
ซึ่งปัจจุบันใช้เฉพาะในงานที่ต้องการคุณสมบัติพิเศษบางประการ
เช่น ใช้เป็นตัวเพิ่มคุณภาพให้กับน้ำมันจากปิโตรเลียม
เช่น เพิ่มความลื่น เพิ่มความสามารถของน้ำมันในการรวมตัวกับน้ำ
(เช่น น้ำมันหล่อเย็นปากเครื่องมือของเครื่องกลึง) เป็นต้น
น้ำมันหล่อลื่นสำหรับยานยนต์
น้ำมันเครื่อง (Engine or Crankcase Oils)
ยานยนต์ทั้งหลายที่แล่นได้ต้องอาศัยเชื้อเพลิงเป็นพลังงานแต่น้ำมันเชื้อเพลิงอย่างเดียวยังไม่พอ
เราต้องมีการหล่อลื่นส่วนต่างๆ เช่นในเครื่องยนต์ เกียร์
และเฟืองท้าย ฯลฯ จึงจะใช้งานได้ชิ้นส่วนต่างๆ ของยานยนต์ที่เคลื่อนไหวเสียดสีกัน
เกิดแรงเสียดทาน หรือความฝืด สารหล่อลื่นจะเข้าไปแทรกระหว่างผิวของโลหะที่ขัดสีกันเพื่อลดความเสียดทานนี้
หากไม่มีการหล่อลื่น นอกจากจะเกิดการสึกหรอแล้ว อุณหภูมิสูงที่เกิดจากแรงเสียดทานอาจทำให้ผิวโลหะเชื่อมติดกัน
เป็นเนื้อเดียวได้นั่นคือ ความเสียหายของเครื่องจักร เครื่องยนต์
บางส่วนในยานยนต์ เช่น ลูกปืนล้อเราไม่สามารถใช้น้ำมันหล่อลื่นได้ในกรณีนี้เราใช้จาระบี
น้ำมันหล่อลื่นเครื่องยนต์ได้อย่างไร
น้ำมันเครื่องจากอ่างถูกส่งภายใต้แรงดันของปั๊ม ผ่านไส้กรองไปยังท่อรวมใหญ่
แล้วไหลผ่านรูที่เจาะไว้ไปยังเมนแบริ่งและแบริ่ง เพลา
ลูกเบี้ยว ในกรณีที่ไส้กรองอุดตัน น้ำมันจะไหลผ่านลิ้นบายพาสได้จากเมนแบริ่ง
น้ำมันเครื่องจะไหลผ่านรูในเพลาข้อเหวี่ยงไปยังก้านสูบ
ซึ่งมีรูให้น้ำมันไหลไปยังแบริ่งก้านสูบและสลักลูกสูบอีกต่อหนึ่ง
เพื่อเข้าไปหล่อลื่นผนังกระบอกสูบและแหวน น้ำมันจากท่อรวมใหญ่
ส่วนหนึ่งจะแบ่งไปหล่อลื่นแบริ่งเพลาราวลิ้นและกลไกเปิดปิดลิ้น
- น้ำมันเครื่อง หมายถึง น้ำมันที่ใช้กับเครื่องยนต์ที่มีการสันดาปภายในซึ่งมีทั้งเครื่องยนต์เบนซินและดีเซลเพื่อหล่อลื่นส่วนเคลื่อนไหวต่างๆ
ของเครื่องยนต์ เช่น ลูกสูบ เพลาข้อเหวี่ยง แบริ่งต่างๆ
ลูกเบี้ยว และกระเดื่องกดวาล์ว
- หน้าที่โดยทั่วไปของน้ำมันเครื่องที่ดีมีดังนี้
- ให้การหล่อลื่นและผนึกแหวนสูบเพื่อป้องกันกำลังอัดรั่ว
- คุณสมบัตินี้ได้จากการเลือกใช้ความหนืดที่เหมาะสมและดัชนีความหนืดสูง
ที่มีอยู่ในน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานอยู่แล้วถ้าต้องการให้มีดัชนีความหนืดสูงขึ้นไปอีกในการทำเป็นน้ำมันเครื่องเกรดรวม
ก็ต้องผสมด้วยสารเพิ่มดัชนีความหนืด (VI Improver)
- การระบายความร้อน ซึ่งต้องการน้ำมันที่ทนความร้อนได้สูงโดยไม่เสื่อมสลายเร็ว
- น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน มีคุณสมบัติต้านทานการรวมตัวกับออกซิเจนสูงอยู่แล้วและเพื่อให้น้ำมันมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้นไปอีกจึงผสมด้วยสารเพิ่มคุณภาพต้านทานการรวมตัวกับออกซิเจน
(Oxidation Inhibitor) เพิ่มเข้าไปอีก
- ลดการสึกหรอ
- คุณสมบัตินี้มีอยู่ในตัวน้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานอยู่แล้วแต่ในสภาพการทำงานของเครื่องยนต์ที่มีอุณหภูมิสูงและรับภาระการใช้งานที่รุนแรง
(Extreme Load) ฟิล์มบางๆ ของน้ำมันหล่อลื่นอาจขาดได้เป็นผลให้เกิดการสึกหรอขึ้น
- สารเพิ่มคุณภาพประเภทต้านทานการสึกหรอ (Antiwear
Agent) จะช่วยลดการสึกหรอของเครื่องยนต์ในสภาพการใช้งานที่รุนแรงได้
- รักษาความสะอาดภายในเครื่องยนต์
- น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐานไม่มีคุณสมบัติในข้อนี้
- ต้องผสมด้วยสารชะล้างทำความสะอาด (Detergent)
และสารช่วยกระจายเขม่าตะกอน (Dispersant) เพื่อขจัดคราบเขม่าคาร์บอนออกจากผิวโลหะและกระจายเขม่าตะกอนให้แขวนลอยอยู่ในน้ำมัน
โดยไม่ตกตะกอนและจับตัวเป็นก้อนเป็นการชะล้างสิ่งสกปรกมากระจายตัวอยู่ในเนื้อน้ำมันและจะถูกถ่ายออกเมื่อถึงเวลาเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
- น้ำมันเครื่องที่มีมาตรฐานสูงปริมาณสารชะล้างทำความสะอาดและกระจายเขม่าตะกอนก็ยิ่งมีมากขึ้น
- ป้องกันสนิมและการกัดกร่อน
- สารเพิ่มคุณภาพประเภทป้องกันสนิม (Rust Inhibitor)
ให้คุณสมบัติในการยึดเกาะติดผิวโลหะทำให้น้ำหรือความชื้นไม่สามารถแทรกตัวเข้าไปถึงพื้นผิดได้
- สารเพิ่มคุณภาพประเภทต้านทานการกัดกร่อน (Corrosion
Inhibitor) ทำให้น้ำมันเครื่องมีความเป็นด่างเพื่อสะเทินกรดที่เกิดขึ้นจากการสันดาปภายในเครื่องยนต์ให้กลายเป็นกลาง
เพื่อป้องกันการกัดกร่อนผิวแบริ่ง
มาตรฐานน้ำมันเครื่องตามสภาพการใช้งาน
มาตรฐานน้ำมันเครื่อง กำหนดขึ้นมาจากผลการทดสอบกับเครื่องยนต์แบบต่างๆ
ที่กำหนดวิธีการทดสอบให้ใกล้เคียงกับการใช้งานจริงๆ ในสภาพต่างๆ
แล้วเทียบเป็นมาตรฐานจากระดับต่ำ ไปสู่ระดับสูงเพื่อให้สอดคล้องกับวิวัฒนาการของเครื่องยต์ที่ต้องทำงานหนักมากขึ้น
ซึ่งต้องการน้ำมันเครื่องที่มีคุณภาพสูงขึ้นตามมาตรฐานที่ใช้อ้างอิง
ได้แก่
- มาตรฐานน้ำมันเครื่อง API (American Petroleum
Institute) สถาบันปิโตรเลียมแห่งอเมริกา กำหนดดังนี้
1.1 มาตรฐานน้ำมันเครื่องเบนซินใช้อักษร S (Service
Station) เริ่มตั้งแต่ SA, SB, SC, SD, SE ซึ่งล้าสมัยและยกเลิกไปแล้ว
ปัจจุบันที่ใช้อ้างอิงกันอยู่ ได้แก่ SF, SH, SJ และ
SL ที่เป็นมาตรฐานสูงสุดที่ประกาศใช้ล่าสุดเมื่อ 1 ส.ค.
2544
1.2 มาตรฐานน้ำมันเครื่องยนต์ดีเซล ใช้อักษร C (Commercial
หรือ Compression) เริ่มตั้งแต่ CA, CB ซึ่งถูกยกเลิกไปแล้วเช่นกัน
ปัจจุบันที่ยังใช้อ้างอิงกัน ได้แก่ CC, CD, CF, CE,
CF-4, CG-4 และ CH-4 ซึ่งเป็นมาตรฐานสูงสุดในปัจจุบันที่ประกาศออกใช้ในปี
2542 สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล 2 จังหวะ มาตรฐานที่ใช้คือ
CD-2 และ CF-2 น้ำมันเครื่องสามารถได้มาตรฐานทั้งเครื่องยนต์เบนซิน
และเครื่องยนต์ดีเซลพร้อมกันได้ เช่น น้ำมันเครื่องยนต์เบนซินมาตรฐาน
API SG อาจผ่านการทดสอบได้มาตรฐาน API CD จึงเรียกว่าน้ำมันเครื่องยนต์เบนซินมาตรฐาน
API SG/CD ซึ่งสามารถใช้กับเครื่องยนต์ดีเซลมาตรฐานระดับ
CD ได้ด้วย หรือน้ำมันเครื่องยนต์ดีเซล API CF-4/SG
ก็สามารถใช้กับเครื่องยนต์เบนซินมาตรฐานระดับ SG ได้ด้วย
- มาตรฐานสหรัฐฯ (US.Military Specification หรือ
MIL-L Spec.)
การกำหนดมาตรฐานใช้วิธีการทดสอบคล้ายๆ กับ API แต่แตกต่างกันที่แต่ละมาตรฐานต้องใช้ได้ทั้งเครื่องยนต์ดีเซลและเครื่องยนต์เบนซินด้วย
หน่วยงานเอกชนนิยมนำมาตรฐานทหารนี้ไปใช้อ้างอิงด้วย
2.1 MIL-L-2104 เป็นมาตรฐานสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลทั้ง
4 และ 2 จังหวะ สามารถใช้ได้กับเครื่องยนต์เบนซินด้วย
ปัจจุบันที่ใช้กันอยู่ คือ MIL-L-2104 D (CD/SF), MIL-L-2104
(CE/SG), MIL-L-2014 F (CF-4/SG) และ MIL-PRF-2104 G
2.2 MIL-L-46152 เป็นมาตรฐานสำหรับเครื่องยนต์เบนซิน
สามารถใช้ได้กับเครื่องยนต์ดีเซล 4 จังหวะ ได้ด้วย ปัจจุบันที่ใช้คือ
MIL-L-46152 E (SG/CD)
- มาตรฐาน CCMC ของยุโรป (Committee of Common Market
Constructors)
- เครื่องยนต์เบนซิน : CCMC (G1), (G2), (G3), (G4),
(G5)
- เครื่องยนต์ดีเซลงานเบา : CCMC (D1), (D2), (D3),
(D4), (D5)
- เครื่องยนต์ดีเซลใช้กับรถยนต์นั่ง (Passenger Diesel)
: (PD-1), (PD-2)
มาตรฐานนี้ได้ถูกยกเลิกไปแล้ว โดยมีมาตรฐานใหม่ คือ
ACEA แทน
- มาตรฐาน ACEA ของยุโรป (Association des Constructeurs
Europeen d' Automobil)
- เครื่องยนต์เบนซิน : ACEA A1, A2, A3 เทียบเท่า API
SJ
- เครื่องยนต์ดีเซลงานเบา : ACEA B1, B2, B3, B4
- เครื่องยนต์ดีเซลงานหนัก : ACEA E1, E2, E3, E4, E5
- มาตรฐานของบริษัทผู้ผลิตยานยนต์ (Manufacturers)
5.1 สำหรับเครื่องยนต์เบนซิน : VW 500.00, VW 501.01,
VW 502.02, DB 229.1, ILSAC (GF-1), GF-2, GF-3
5.2 สำหรับเครื่องยนต์ดีเซล : DB 227.0/1,DB228.0/1,
DB 228.2/3, DB 228.5, DB 229.1, VW 505.00, MAN 270,
271, MAN M 3275, MAN M 3277, VOLVO VDS, VOLVO VDS-2,
MACK EO-K/2, MACK EO-L, MACK E0-M, SCANIA LDF, MTL
5044 TYPE 1,2,3 RVI E2, RVI E2R, RVI E3, RVI E3R,
RVI RLD
ตารางมาตรฐานน้ำมันเครื่อง
| สถาบัน |
เครื่องยนต์เบนซิน |
เครื่องยนต์ดีเซล |
| API |
(SA, SB, CC)
(SF)
(SG)
SH
SJ
SL
|
(CA, CB, CC)
(CD, CD-II), CF, CF-2
(CE)
CF-4
CG-4
CH-4 |
API
มาตรฐานที่ใช้แทนกันได้ |
(SG/CD)
SJ/CF |
(CC/SC, CC/SD,CC/SF)
(CD/SE, CD/SF, CD/SG)
CF/SF
CF-4/SG
CH-4/SJ |
| US MILITARY |
MIL-L-46152 E |
MIL-L-2104 D (CD/SF)
MIL-L-2104 E (CE/SG)
MIL-L-2104 F (CF-4/SG)
MIL-PRF-2104G |
| CCMG |
(G-1, G-2, G-3)
(G-4)
(G-5) |
รถเก๋ง |
รถบรรทุก |
(PD-1)
(PD-2) |
(D1, D2, D3)
(D-4, D-5) |
| ACEA |
A1-96, A2-96, A3-96
A1-98, A2-96 Issue 2
A3-98 |
งานเบา |
งานหนัก |
B1-96, B2-96, B3-96
B1-98, B2-98, B3-98
B4-98 |
E1-96, E2-96, E3-96
E1-96 Issue 2
E2-96 Issue 2
E3-96 Issue 2
E4-98, E5-99 |
| MANUFACTURERS |
VW 500.00
VW 501.01
VW 502.00
DB 229.1
(ILSAC GF-1)
ILSAC GF-2
ILSAC GF-3
VOLVO
VW |
MACK EO-K/2, EO-L, EO-M
MAN 270, 271, M3275, M3277
DB 227.01/1, 228.0/1, 228.2/3
DB 228.5, 229.1
MTL 5044 Type 1, Type 2, Type 3
RVI E2, E2R, E3, E3R, RLD
SCANIA LDF
VDS, VDS-2
505.00 |
ACEA = Association des Constructeurs Europeens
d' Automobil
ก่อตั้งเมื่อ Feb, 1991 เพื่อทดแทน CCMC
ILSAC = International Lubricant Standardization
and Approval Committee
(สมาคมผู้ผลิตรถยนต์อเมริกันและญี่ปุ่น)
สาเหตุที่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง
ปัจจุบันการจราจรคับคั่ง เครื่องยนต์ร้อนจัด และการที่รถวิ่งๆ
หยุดๆ ทำให้รอบของเครื่องยนต์ไม่คงที่เป็นสาเหตุให้การเผาไหม้ไม่สมบูรณ์
เครื่องยนต์ทำงานหนัก-หนักมาก
ขณะที่เครื่องยนต์ทำงาน สิ่งสกปรกจะเกิดขึ้นตลอดเวลาน้ำมันเครื่องที่ดีจะต้องรวบรวมสิ่งสกปรกต่างๆ
มาไว้ในตัวของน้ำมันสิ่งสกปรกเหล่านี้จะทำให้น้ำมันเสื่อมคุณภาพไปเรื่อยๆ
จนไม่สามารถจะทำการหล่อลื่นได้ดีเพียงพอ จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องและถึงแม้ว่าจะใช้น้ำมันเครื่องคุณภาพสูงเท่าไรก็ตาม
ก็ยังต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องเมื่อถึงกำหนดเวลา
อะไรทำให้น้ำมันเครื่องสกปรก
- ฝุ่นละออง ระบบกรองอากาศ ตลอดจนช่องเติมน้ำมันเครื่องถ้าไม่ได้รับการระวังรักษาที่ดีฝุ่นผงละเอียดต่างๆ
อาจเล็ดลอดเข้าไปในเครื่องยนต์ได้
- เขม่า ถ้าระบบการทำงานของเครื่องยนต์ไม่ดีหรือสภาพของการใช้งานไม่เหมาะสม
จะทำให้เกิดการสันดาปไม่สมบูรณ์เกิดเป็นเขม่าสะสมอยู่ในน้ำมันเครื่อง
เครื่องยนต์ดีเซลจะมีเขม่าเกิดขึ้นมากกว่าเครื่องยนต์เบนซิน
- น้ำ เมื่อเกิดการสันดาปขึ้น จะมีไอน้ำเกิดขึ้นซึ่งเมื่อเครื่องยนต์ร้อนไอน้ำจะผ่านออกไปทาง
ท่อไอเสีย แต่ไอน้ำบางส่วนอาจลอดผ่านแหวนลูกสูบลงไปในอ่างน้ำมันเครื่องได้
เมื่ออากาศเย็นจะกลั่นตัวเป็นน้ำสะสมอยู่จนกลายเป็นตะกอนเหนียวแบบโคลนตม
(Sludge) ความหนืดของน้ำมันก็จะสูงขึ้นนอกจากนี้ยังทำให้เกิดสนิมอีกด้วย
- กรด การเผาไหม้ของกำมะถันซึ่งเป็นส่วนประกอบหนึ่งในน้ำมันเชื้อเพลิงจะเกิดก๊าซซัลเฟอร์ออกไซด์
(SO2, SO3) ซึ่งเมื่อรวมตัวกับน้ำที่เกิดจากการสันดาปภายในเครื่องยนต์จะเป็นกรดกัดกร่อนผิวโลหะ
- น้ำมันเชื้อเพลิงที่เผาไม่หมด ขณะที่สตาร์ทเครื่องหรือเครื่องยนต์ทำงานในบางสภาพการทำงาน
เช่น วิ่งๆ หยุดๆ น้ำมันเชื้อเพลิงที่ไม่เผาไหม้จะซึมผ่านแหวนลูกสูบลงไปยังอ่างน้ำมันเครื่องทำให้น้ำมันเครื่องใสลง
จุดวาบไฟต่ำลง
- เศษโลหะ ที่เกิดจากการสึกหรอตามปกติโดยเฉพาะในเครื่องยนต์ใหม่ซึ่งมีชิ้นส่วนต่างๆ
ชิดกันมากจะถูกกรองติดอยู่ที่ไส้กรองน้ำมันเครื่อง
แต่อย่างไรก็ตามไส้กรองไม่อาจกรองได้หมดเมื่อน้ำมันเครื่องถูกส่งไปหล่อลื่นยังส่วนต่างๆ
ของเครื่องยนต์เศษโลหะเหล่านี้ก็ขีดข่วนผิวโลหะต่างๆ
ให้สึกหรอมากขึ้น
- การสลายตัวของน้ำมันและสารเพิ่มคุณภาพ ในภาวะอุณหภูมิสูง
ออกซิเจนจะรวมตัวกับน้ำมันได้ง่าย ทำให้น้ำมันเปลี่ยนสภาพเป็นตะกอนสลัดจ์
คราบยางเหนียวๆ มีความเป็นกรดกัดกร่อนเนื้อโลหะ อีกทั้งความหนืดน้ำมันก็จะสูงขึ้น
นอกจากนี้สารเคมีเพิ่มคุณภาพต่างๆ ที่ผสมไว้ก็จะถูกใช้จนหมดไปด้วย
ควรเปลี่ยนน้ำมันเครื่องเมื่อใด
เครื่องยนต์แต่ละชนิดทำงานไม่เหมือนกัน แม้แต่เครื่องยนต์ชนิดเดียวกันยี่ห้อเดียวกันก็ทำงานไม่เหมือนกัน
ขึ้นอยู่กับลักษณะของงาน สภาพเครื่องยนต์ และการใช้รถของผู้ขับขี่
ผู้ใช้ควรปฏิบัติตามหนังสือคู่มือในการเปลี่ยนน้ำมันเครื่อง
สำหรับเครื่องยนต์ที่ทำงานตามสภาพการใช้งานปกติ แต่เนื่องจากยานยนต์ในปัจจุบันนี้มีสภาพการทำงานหนักมาก
เช่น ในสภาพการจราจรแออัด การระบายความร้อนไม่ดี รถที่ติดเครื่องปรับอากาศใช้งานในบริเวณที่มีฝุ่นละอองมากหรือใช้เชื้อเพลิงคุณภาพต่ำ
(ปริมาณกำมะถันสูง) กำหนดเวลาการเปลี่ยนถ่ายอาจลดลงได้ถึง
50% แต่โดยทั่วไปน้ำมันเครื่องมาตรฐานสูง ย่อมใช้งานได้นานกว่าน้ำมันเครื่องมาตรฐานต่ำ
|
 |